Loading...

ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวดีๆที่มอบให้ผู้ให้กำเนิดอย่างแม่ วันนี้เรามาเปิดทุกมุมมองของ “ป๊อป” อดีตนางสาวไทย สู้ชีวิตดูแลแม่ นอนติดเตียงมากว่า 10 ปี ถึงแม้โสดก็สุขได้!

เรียกได้ว่าเป็นหญิงแกร่งสุดๆ เลยค่ะสำหรับ ป๊อป อารียาโสภา อดีตนางสาวไทยสู้ชีวิต ที่ดูแลคุณแม่วัย 73 ปี ที่ได้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อทางสมองมากว่า 10 ปี

ซึ่งเธอได้เปิดใจว่า โชคชะตาของพ่อ-แม่ เราไม่รู้เขาจะจากไปเมื่อไหร่ บางคนก็ไปบ้านพักคนชรา เราไม่รู้อนาคตของเขา แต่เรามีโอกาสได้เลี้ยงเขา ได้ดูแลเขา มันแก้ปมหลายๆ อย่างที่อยู่ในใจเราไปได้

ป๊อปเผยว่าต้องบอกก่อนว่าเรามีบุญมากๆ ที่มีโอกาสได้อยู่กับแม่ ถ้าแม่สบาย แม่ไม่กลับจากอเมริกานะ เธอเป็นวิศวกร เธอเป็นหัวหน้าวัดอยู่ที่มิชิแกน เป็นประธานของวัด มีทุกอย่างเลย มีเพื่อนฝูง มีเพื่อนเป็นเจ้าของร้าน มีเพื่อนเป็นหมอ แม่เป็นใหญ่เป็นโตที่มิชิแกนของเขา

โดยโรคที่แม่เป็น คนไทยจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคสมองที่เกี่ยวกับความจำ แต่จริงๆ ความจำเขาดีมาก ความคิด-ความอ่าน ยังดีมากๆ อยู่เลย แต่เป็นอีกสมองหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกล้ามเนื้อ ซึ่งจะสั่นไม่หยุด ปากสั่น มือสั่น นิ้วหงิกงอ จะเหมือนพาร์กินสัน แต่ร้ายแรงกว่า

ส่วนเหตุผลก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร อาจจะเป็นที่รัฐมิชิแกนมีปัญหาเรื่องสารตะกั่วในน้ำ มีข่าวดังทั่วโลกว่าท่อน้ำมีสารตะกั่วปน เรื่องน้ำมันใกล้ชิดกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งในอนาคต ไม่รู้มนุษย์จะเป็นยังไง เราใส่พิษเข้าไปในน้ำ ในอากาศ ในดิน ในอาหารการกินของเราเยอะมาก ถ้าคนรับไม่ได้ ก็จะเป็นมะเร็ง มะเร็งก็จะมากขึ้น

สำหรับโรคนี้ที่แม่เป็น มันน้อยเกินไปที่จะมีกลุ่มได้ หมอบอกมันไม่ใช่พาร์กินสันด้วย แต่มันใกล้เคียงที่จะเปรียบเทียบได้ ด้วยความที่เราเป็นครู

เราก็ต้องสังเกตตัวเราเอง สังเกตนักเรียน สังเกตแม่ เพราะเราจะกายภาพกันทุกเช้า จะสังเกตกล้ามเนื้อ ผิวที่เขียวหรือหน้าที่ตอบลงไป การกิน การนอน สังเกตทุกอย่างเลย

เรากำลังมองเขาและต้องปลงไปด้วยนะ เป็นการเห็นตัวเอง เราห่างกัน 20 ปีเอง บางทีงอแง หงุดหงิดตัวเองก็จะไปอ้อนกับแม่ บอกแม่ ถ้าแม่ไปแล้ว ใครจะดูแลหนู แม่เอาคืนใช่ไหม ตอนเด็กๆ หนูดื้อมาก แม่จะให้หนูมีลูก แต่หนูไม่มีลูกให้แม่ นี่แม่แกล้งใช่ไหม อยากให้หนูอยู่บ้านใช่ไหม

มันต้องสลับ พลิกให้ได้กับสิ่งที่มันเศร้า แล้วให้มันร่าเริงให้ได้ เพราะว่าเรามีโอกาสได้อยู่ในโลกนี้ ได้แค่นี้ เราไม่รู้เขาจะไปเมื่อไหร่ เวลาเรามีกี่ครั้ง คริสต์มาสมีกี่ครั้ง วันเกิดกี่ครั้ง เวลาผ่านไปเร็วมาก

ซึ่งเธอได้เล่าว่าในขณะนี้ คุณแม่ของเธอได้สูญเสียการมองเห็นแล้ว เธอเผยว่ามันอยู่ที่ว่าแม่ได้นอนพักผ่อนหรือเปล่า อาการสั่นของแกทำให้แย่ลง กล้ามเนื้อก็จะค่อยๆ หายไป ตอนนี้ไม่มีโอกาสได้ยืนเท่าไหร่เลย

ซึ่งกล้ามเนื้อหายไปไม่พอ มันตอบลง เห็นเลยว่ามีแต่กระดูกมากขึ้น พลังก็หมดเร็ว การที่ต้องอยู่ในความมืดตลอดเวลา บางทีแกลืมว่าแกตาบอด เราก็ไม่รู้จะบอกยังไงดี

บางทีตื่นเช้ามา แม่ถามทำไมมันมืดจังเลย แต่แดดจ้าอยู่ข้างนอก น้ำตาก็จะไหล เราจะบอกเขายังไงดี ก็บอก แม่อย่ามองเลย โลกไม่มีอะไรหรอก แค่แสงสว่าง มันไม่มีอะไรหรอก


“เคยถึงขั้นซึมเศร้านะ พูดตรงๆ เคยอยู่กับแม่ ดูแลแม่แบบไม่ไปไหนเลย ไม่ออกกำลังกาย แม่จะตื่น แม่จะหลับ แม่กินก็ทำตามที่แม่ทำ เราจะจากไปนะ เพราะร่างกายคนเราถูกสร้างมาให้เคลื่อนไหว ให้ทำนั่น ทำนี่ แล้วเราซึมเศร้า

แรกๆ ก็ออกไปเดินที่สนาม เดินรอบหนึ่งสักครึ่งกิโลฯ เดิน 10 รอบ เดินบ้าง วิ่งบ้าง หาทางเอาเหงื่อออก พยายามหายใจลึกๆ พยายามให้มันออกไป เพราะมันอึดอัดมาก ก่อนหน้านี้เครียดมาก ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมทุกคนต้องขว้างปัญหาให้ฉันแก้ไขตลอดเวลา แค่ฉันไม่มีลูก ไม่ได้แปลว่าฉันอยากไปรับผิดชอบชีวิตคนอื่นนะ

ทำไมต้องเป็นฉันคนเดียว ทำอะไรได้ จะไปกรี๊ดกร๊าดกับแม่ แม่ก็ค่อยๆ แย่ลง จะไปกรี๊ดกร๊าดกับใครดี เราเอาลูกเทนนิสมา ไปตีผนัง จะปลดปล่อยยังไงดี ให้ไปกินเหล้าเหรอ ทำไม่เป็นค่ะ ไม่มีอะไรวิเศษเท่ากับการให้เหงื่อออกแล้ว กีฬานี่แหละวิเศษที่สุดแล้ว กระตุ้นเอนดอร์ฟิน ทำให้เรามีพลัง มีความสุข มันดีที่สุดแล้ว”


เรื่องความรักเป็นสิ่งที่เราอยากให้คู่ของเราเป็น เราคาดหวังอะไรจากเขา ก็ใส่กับตัวเอง เราต้องการคนที่มั่นคง ก็ใส่กับตัวเองหน่อย ต้องการคนที่ใจเย็น ก็ใส่กับตัวเองหน่อย ต้องการคนที่ไว้ใจได้ พึ่งพิงได้ ก็ใส่กับตัวเองก่อน

อย่าไปหาจากภายนอก แต่ควรเติมเต็มตัวเองให้ภายในเราเต็มก่อน ถ้าเราขาดความรักจากพ่อ เราหาคนให้มาเติมเต็มเหมือนพ่อเติมให้เราที่ขาดอยู่ จะมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ถ้ายังวัดความรักอยู่ที่วัตถุ หรือวัดความรักด้วยอะไรก็ไม่รู้”


เธอได้เผยว่า “เกิด แก่ เจ็บ ” เรื่องธรรมดา

“เคยมีคำถามนะว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ การให้เงินเยอะแปลว่าต้องขึ้นสวรรค์สูง ถ้าให้เงินน้อยก็ขึ้นสวรรค์ต่ำ เราไม่เข้าใจ มันไม่ใช่ธรรมะที่เราเข้าใจนะ แต่ธรรมะที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กคือการวิปัสสนาการรู้จักตัวเอง รู้จักลมหายใจ ใช้สมาธิฝึกให้โล่งสมอง มันทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดเวลาไม่ใช่แค่เรื่องศาสนา แต่ทั้งธรรมะ ทั้งตัวเอง ทุกอย่างทั้งหมดมันคือจิตของเราที่มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรทำ นิ่งเป็นไหม ดับจิตของตัวเองเป็นไหม


ส่วนเรื่องบุญก็เชื่อนะว่า สิ่งดีๆ คนดีๆ เข้ามาในชีวิตเรามากขึ้น ตั้งแต่เราดูแลแม่ ชีวิตของเราดีขึ้นนะ ไม่ใช่แย่ลง แต่อุปสรรคที่ต้องยอมรับให้ได้ว่า แม่เราค่อยๆ จากไปลงไปเรื่อยๆ

ทุกคนต้องยอมรับว่าเกิด แก่ เจ็บ และจากไป ถึงวันหนึ่งก็ต้องถึงตาเราต่อไป แต่วันนี้ เรามีโอกาสได้เจอ มีโอกาสได้สัมผัส ตื่นทุกเช้ามา ถามว่าคิดอะไรอยู่ เราคิดว่าได้เจอแม่อีกแล้ว แค่นี้ก็มีความสุข

ที่มา : mgronline

Loading...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here