ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤษภาคม 21, 2013, 11:55:00 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: http://www.kasettoday.com  ลงทะเบียนกันนะครับมีข้อมูลดีดีอีกนะครับ/   






+  www.kasettoday.com
|-+  เกษตรทูเดย์
| |-+  พืช-ผัก-ผลไม้
| | |-+  มะยงชิด
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: มะยงชิด  (อ่าน 4483 ครั้ง)
Somchai_Kasettoday.
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1855

ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 08, 2010, 08:30:13 AM »

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพหมักซุปเปอร์ห้าดาว หว่านคลุมรอบๆทรงพุ่ม












การดูแลผลผลิตอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ผลผลิตออกมาได้คุณภาพ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับราคาด้วย
บันทึกการเข้า
Somchai_Kasettoday.
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1855

ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 06:05:18 PM »

มะปราง - มะยง



      ลักษณะทางธรรมชาติ

    * เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ชอบพื้นที่ๆมีความชื้นทั้งความชื้น
ในดินและในอากาศแต่ไม่ทนต่อน้ำท่วมขังค้างนาน  ชอบดินดำร่วนซุยมีอินทรียวัตถุมากๆ

    * มะปรางหวาน-มะปรางเปรี้ยว-มะยงชิด-มะยางห่าง เป็นไม้ผลยืนต้นตระกูลเดียวกัน 
สามารถเสียบยอด ทาบกิ่ง เสริมรากซึ่งกันและกันได้  ถ้านำเมล็ดไปเพาะขยายพันธุ์จะกลายพันธุ์ 
อาการกลายพันธุ์จะทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างนี้ คือ  มะปรางเปรี้ยวกลาย
พันธุ์เป็นมะยงห่างหรือมะยงชิดหรือมะปรางหวาน  และ  มะยงห่างกลายเป็นมะยงชิดหรือมะปราง
หวานหรือมะปรางเปรี้ยว  เป็นต้น                   

    * เป็นพืชระบบรากน้อย  กล่าวคือ  ต้นที่ปลูกจากเมล็ดมีรากแก้วค่อนข้างยาว ชอนลึกลงดิน
ส่วนรากฝอยอยู่ที่ผิวดินตื้นๆ แผ่กระจายรอบทิศทาง ค่อนข้างสั้นและมีจำนวนน้อย  ต้นที่ปลูกโดย
เพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตเมื่ออายุไม่น้อยกว่า 7-8 ปี ถือว่าช้ามากในกลุ่มไม้ผล  วิธีแก้ไขการให้ผล
ผลิตช้าโดยใช้ต้นพันธุ์จาก เพาะเมล็ด - เสริมราก - เปลี่ยนยอด  หรือ กิ่งทาบ - เสริมรากแก้ว
หรือ กิ่งตอน - เสริมรากแก้ว  โดยเสริม 1 รากจะให้ผลผลิตใน 4-5 ปี  เสริม 2-3 รากจะให้
ผลผลิตใน 2-3 ปี  และเสริม 3-4 รากจะให้ผลผลิตใน 1 ปีครึ่ง – 2 ปี

     (หมายเหตุ : เสริมรากแก้ว หมายถึง  ต้นเสริมมีรากแก้วเนื่องจากปลูกด้วยเมล็ด..เมล็ด
มะปรางเปรี้ยว หรือกาวาง หรือมะปรางป่า มีระบบรากแข็งแรงที่สุดจึงเหมาะสำหรับทำต้นเสริมราก)

    * เป็นไม้ผลประเภทกระทบอากาศหนาวแล้วออกดอกดี  ดังนั้นจึงควรเปิดตาดอกด้วย 13-
0-46 (โปแตสเซียม ไนเตรท) ที่ชาวสวนลำไยภาคเหนือเรียกว่า  ปุ๋ยหนาว  เพราะฉีดพ่นแล้ว
ใบเย็นทั้งต้น เป็นหลักแล้วเสริมด้วย 0-52-34,   ฮอร์โมนไข่,  และสาหร่ายทะเล

    * นิสัยออกดอกแบบทยอย บางต้นออกดอกเป็นชุดถึง 3 ชุด  เริ่มออกชุดแรกเดือน ธ.ค.
ไปจนถึงชุดสุดท้ายเดือน ก.พ. โดยต้นสมบูรณ์ดีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  หลังจากเปิดตาดอกแล้วดอก
ชุดแรกจะออกมาจำนวนมาก  แล้วดอกชุดหลังๆจะเริ่มลดน้อยลง หรือให้ดอกดก 1 ชุดกับดอกน้อย
2 ชุด

    * โดยนิสัย มะปราง.ออกดอกง่ายกว่ามะยง. ภายใต้สภาวะปัจจัยพื้นฐานเดียวกัน

    * เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่ผสมตัวเอง หรือต่างดอกในต้นเดียวกันหรือต่างต้นได้

    * เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิดจากขาดสาร
อาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็น
ผลแล้วจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว               

      ข้อแตกต่างหรือคุณลักษณะประจำสายพันธุ์                   
      มะปรางเปรี้ยว :                 
      สีเหลืองสดใส  บางต้นผลใหญ่บางต้นผลเล็กแต่เมล็ดใหญ่ทั้งคู่   รสเปรี้ยวจัดถึงขนาดกา
คาบกินยังต้องวาง  ผลดิบแก่จัดทำมะปรางดอง   เมล็ดแก่ใช้เพาะพันธุ์
      มะปรางหวาน :                   
      สีเหลืองสดใส  ผลใหญ่ เมล็ดเล็ก  เมื่อดิบแก่จัดรสเปรี้ยวมัน  รับประทานกับน้ำปลาหวาน
ได้หรือทำมะปรางดอง ผลแก่จัดเมื่อสุกรสหวานสนิท รับประทานแล้วระคายคอเนื่องจากยางใต้เปลือก
เก็บเกี่ยวเมื่อผลแก่ 90-95เปอร์เซ็นต์แล้วนำลงมาพักให้ลืมต้น 3-5 วันจึงจะได้รสชาติดีเยี่ยม
      มะยงชิด :                                             
      สีเหลืองอมส้มสดใส   ผลใหญ่เมล็ดเล็ก   เมื่อดิบแก่จัดรสมันไม่เปรี้ยว  รับประทานกับ
น้ำปลาหวานได้   ผลแก่จัดเมื่อสุกหวานสนิท    เนื้อแน่นกรอบ กว่ามะปราง  รับประทานพร้อม
เปลือกแล้วไม่ระคายคอเพราะใต้เปลือกไม่มียาง  เก็บเกี่ยวเมื่อผลแก่จัด 100 เปอร์เซ็นต์แล้วนำมา
พักให้ลืมต้น  2-3 วันจึงจะได้รสชาติดีเยี่ยม                   
      มะยางห่าง :                                       
      ลักษณะทั่วไปเหมือนมะยงชิด  ต่างกันบ้างที่รสชาติมะยงห่างรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยเท่านั้น                         
    * ให้ผลผลิตปีละรุ่น ปัจจุบันยังไม่พบสายพันธุ์ทะวาย และยังไม่มีงานวิจัยเรื่องการใช้สารหรือ
ฮอร์โมนใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้               
    * ต้นกล้าที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนหรือทาบ  ถ้าตอนหรือทาบกิ่งที่มีอาการอั้นตาดอกดีหรือ
ใกล้จะออกดอกอยู่แล้ว (ตอนหรือทาบในช่วงเดือน ธ.ค.) เมื่อรากเจริญดีจึงตัดแยกลงมาชำในถุง
ต่อ อนุบาลในเรือนเพาะชำ และให้สารอาหารทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม บ้างอย่างถูกต้องสม่ำ
เสมอ  กิ่งพันธุ์ในถุงนั้นสามารถออกดอกแล้วพัฒนาจนเป็นผลได้ การมีผลโชว์ให้เห็นบนต้นพันธุ์เช่นนี้
เป็นสิ่งยืนยันความเป็นพันธุ์แท้ได้อย่างดี......จากลักษณะทางธรรมชาติที่มะปราง-มะยงสามารถ
ออกดอกติดผลในถุงได้กับลักษณะทางธรรมชาติที่เป็นพืชมีจำนวนรากน้อยนี้ หากปลูกมะปราง-มะยง
ในกระถางเลียนแบบมะนาวในกระถางบ้างย่อมทำได้                 
    * เป็นผลไม้ประเภทเก็บลงมาแล้วไม่ต้องบ่ม ดังนั้นจึงต้องเก็บเกี่ยวผลแก่จัดคาต้นจริงๆ  เก็บ
ลงมาแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้ลืมต้นจะได้รสชาติดีขึ้น               
    * เป็นพืชรากน้อย รากฝอยหากินบริเวณผิวหน้าดินตื้นๆจึงควรพูนดินโคนต้นปีละ 2 ครั้งด้วย
อินทรีย์วัตถุทั่วพื้นที่บริเวณทรงพุ่มจนล้ำออกนอกทรงพุ่ม จะช่วยให้เกิดรากฝอยชุดใหม่จำนวนมาก
                     
      สายพันธุ์               
      มะปรางเปรี้ยว :               
      โดยทั่วไปเรียกว่า  กาวาง  เช่น  กาวางนครนายก.  กาวางนนทบุรี.
      มะปรางหวาน :               
      ท่าอิฐ.  ลุงชิต.  ลุงพล. ลุงประทีป. ทองใหญ่. สุวรรณบาท.  ศรีมาลา.  แม่
อนงค์. มะปรางหวานพวง. มะปรางหวานยักษ์. ศรีมาลา. เพชรนวลทอง.
      มะยงชิด :             
      ไข่ทอง. ทูลเกล้า. ท่าอิฐ. ชิดพูนศรี. ลุงฉิม. พระอาทิตย์. นางระเบียบ. ทูล
ถวาย. ลุงสอด. ลุงเสน่ห์. ดาวพระศุกร์. สวัสดี.  พลอยสุวรรณ.  ช่างเกตุ. ก้อนแก้ว.
      มะยงห่าง :             
      ไม่มีชื่อเฉพาะของตัวเองแต่อาศัยชื่อของมะยงชิดแทน  โดยมะยงชิดต้นไหนมีผลรสหวาน
อมเปรี้ยวก็จะเรียกชื่อพันธุ์ตามมะยงชิดต้นนั้นๆ                     

      การขยายพันธุ์               
    - ตอน.  ทาบกิ่ง.  เพาะเมล็ด (กลายพันธุ์).  เพาะเมล็ดมะปรางเปรี้ยวเสริมราก
เปลี่ยนยอด (ดีที่สุด).                 
    - ระยะที่ยังเป็นต้นกล้า  ลักษณะของมะปรางเปรี้ยว  มะปรางหวาน มะยงชิด  มะยงห่าง
คล้ายคลึงกันมากจนแยกไม่ออกว่าต้นไหนพันธุ์อะไร  ผู้ซื้อหรือผู้ปลูกต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ
เอาเอง               
    - ต้นกล้าที่อยู่ในถุงเป็นเวลานานๆ รากแก่จัด ส่วนปลายรากก้นถุงม้วนวน  เมื่อนำลงปลูกจำ
เป็นต้อง  จัดราก  ให้ชี้ออกข้างตรงๆกระจายรอบทิศทางทุกรากก่อน  ถ้าไม่จัดรากให้ชี้ตรงรากจะ
วนอยู่ในหลุม เรียกว่า "นั่งหลุม"  ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตถึงตายได้
    - เนื่องจากระบบรากอ่อนแอมาก การนำต้นกล้าออกจากถุงดำต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่า
ให้รากกระทบกระเทือนมากนักและอย่าให้ดินหุ้มรากแตก                         
    - ใช้เมล็ดของผลแก่จัดจากต้นพันธุ์ดีมาเพาะเป็นต้นกล้า ได้ต้นกล้าโตแล้วนำขึ้นทาบกิ่งพันธุ์ดี
ด้วยวิธีทาบกิ่งปกติ เมื่อรากกิ่งทาบแข็งแรงแล้วนำลงมาอนุบาลต่อในถุงดำต่อ และหลังจากนำลงปลูก
ในแปลงจริงให้เสริมรากด้วยต้นตอของเมล็ดจากต้นพันธุ์ดี 2-3 รากเพิ่มเข้าไปอีก  เมื่อมะปราง-
มะยงต้นนั้นโตขึ้นจะให้ผลผลิตไม่ผิดเพี้ยนจากต้นแม่ (กิ่งทาบ) หรืออาจะดีกว่าเพราะมีระบบรากพันธุ์
ดีจำนวนมากช่วยสร้างอาหารให้               
      วิธีใช้เมล็ดของผลจากต้นตัวเองเพาะเป็นตอแล้วยกขึ้นทาบต้นตัวเอง  ร่วมกับเสริมรากด้วย
ตอของเมล็ดจากต้นตัวเองอีก 2-3 ราก จะช่วยให้คุณสมบัติสายพันธุ์ตรงตามต้นแม่แน่นอนยิ่งขึ้น
                   
บันทึกการเข้า
Somchai_Kasettoday.
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1855

ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 06:05:54 PM »

 วิธีปลูก “มะปราง-มะยง” อย่างยั่งยืน               
    1.เตรียม ไม้พี่เลี้ยง โดยปลูกกล้วยน้ำว้าก่อน เนื่องจากกล้วยมีระบบรากมากและเจริญเติบโตเร็ว
ณ จุดที่ต้องการปลูกมะปราง-มะยง พร้อมๆกับปลูกพืชพุ่มเตี้ยอายุสั้นฤดูกาลเดียวอย่างอื่นแซมแทรก
ตามพื้นที่ว่างระหว่างกอกล้วยลงไปด้วย จัดแถวเป็นแนวให้สวยงามเป็นระเบียบเพื่อความสะดวกในการ
เข้าปฏิบัติงาน กล้วยและพืชแซมจะช่วยสร้างความชื้นทั้งในเนื้อดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ จาก
นั้นบำรุงเลี้ยงกล้วยและพืชแซมตามปกติจนกระทั่งกล้วยเริ่มแทงหน่อ                 
    2.ระหว่างที่กล้วยต้นแม่กำลังเจริญเติบโตนั้นให้ตัดต้นหน่อเพื่อไม่ให้สูงแต่ให้โตเพื่อเอาราก
และไม่ขุดหน่อออก เมื่อต้นแม่ใกล้ออกเครือจึงงดตัดต้นหน่อ  เลี้ยงต้นแม่เรื่อยๆจนกระทั่งออกเครือ
หลังจากตัดเครือแล้วให้ล้มต้นแม่ออกคงเหลือแต่หน่อ ซึ่งช่วงนี้หน่อควรมีความสูงไม่น้อยกว่า 1-1.5
ม. ถ้าไม่รอกล้วยต้นแม่ตกเครือเพราะไม่ต้องการผลผลิตและเพื่อย่นระยะเวลาปลูกมะปราง-มะยงให้
เร็วขึ้นก็สามารถทำได้  โดยตัดล้มกล้วยต้นแม่แล้วนำออกหลังจากได้ให้หน่อสูง 1-1.5 ม.แล้ว
ทั้งนี้จะไม่ตัดต้นหน่อเลยตั้งแต่เกิด                   
    3.หลังจากล้มกล้วยต้นแม่ (ทั้งเอาผลผลิตและไม่เอาผลผลิต) เหลือแต่หน่อเรียบร้อยแล้วให้
ขุดหลุมบนกอกล้วยต้นแม่เดิมหรือกลางวงล้อมของหน่อ จัดการปลูกต้นกล้ามะปราง-มะยง (กิ่งทาบ
หรือตอน) ลงไปด้วยวิธีการปลูกตามปกติพร้อมกับฝังเมล็ดเพื่อทำรากเสริม 2-3 ต้น หรือจำนวนตาม
ต้องการล้อมรอบต้นมะปราง-มะยงไว้ก่อน  ห่างประมาณ 20-30 ซม.ด้วยวิธีเพาะเมล็ดตามปกติ
    4.สำรวจแนวแสงแดด  ถ้ายังมีแสงแดดส่องถึงต้นกล้ามะปราง-มะยงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
ให้เสริมวัสดุบังแดด  เช่น  ทางมะพร้าว  ซาแลน  โดยไม่ต้องห่วงกล้วย จากนั้นบำรุงต้นกล้า
มะปราง-มะยงตามปกติ               
    5.ระหว่างที่ต้นเสริมรากกำลังเจริญเติบโตนั้นให้หมั่นโน้มต้นเข้าหาโคนต้นรับการเสริมรากเพื่อ
เตรียมทาบเข้ากับต้นมะปราง-มะยง                     
    6.เมื่อส่วนลำต้นของต้นเสริมรากโตเท่าดินสอดำหรือ 0.5 ซม.ให้เริ่มเสริมราก  โดยเสริม
ครั้งละ 1-2 รากก่อน  เมื่อแผลทาบรากเสริมชุดแรกติดดีแล้วให้เสริมรากต่อไปจนครบตามต้องการ
ด้วยวิธีการเสริมรากปกติซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน 3-6 เดือน               
    7.บำรุงต้นมะปราง-มะยงคู่กับไม้พี่เลี้ยง 2-3 ปี  หรือจนกว่าจะออกดอกติดผลชุดแรกจึง
พิจารณาแยกไม้พี่เลี้ยงออก  ปล่อยให้มะปราง-มะยงโตเดี่ยวอย่างอิสระ  หรือสร้างไม้พี่เลี้ยงต่อ
โดยการปลูกกล้วยแซมแทรกระหว่างต้นมะปราง-มะยงนั้น  ถ้าใบกล้วยบังแดดไม้ประธานก็ให้ริดใบ
กล้วยออก  ทั้งนี้รากกล้วยที่ชอนไชไปทั่วแปลงปลูกจะช่วยให้มะปราง-มะยงสดชื่นอยู่เสมอ
                 
      เตรียมแปลง               
    1.ไม่ควรจัดแปลงแบบสวนยกร่องน้ำหล่อ แต่ให้จัดแปลงแบบยกร่องแห้งลูกฟูก มีร่องสะเด็ดน้ำ
และทางระบายน้ำ                             
    2.ปรับปรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ(แกลบดิบ แกลบดำ กระดูกป่น เศษพืช ฯลฯ) สารปรับปรุงบำรุง
ดิน (ยิบซั่มธรรมชาติ) และจุลินทรีย์ (หน่อกล้วย. พ.ด. ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง)
    3.กำหนดจุดปลูกมะปราง-มะยง               
    4.ปลูกกล้วยสำหรับเป็นไม้พี่เลี้ยง ณ จุดที่ต้องการปลูกมะปราง-มะยง
    5.ปลูกต้นกล้ามะปราง-มะยงลงในใจกลางกอกล้วย               
      หมายเหตุ :               
    - นำต้นกล้ามะปราง-มะยงเสริมราก 2-3 ราก ทุกรากเจริญดีลงปลูกในแปลงจริง  ถ้าไม่มี
กล้วยหรือไม้ยืนต้นอื่นๆเป็นไม้พี่เลี้ยงให้ใช้ซาแลนหรือทางมะพร้าวคลุมบังแดด แต่ถ้ามีต้นกล้วยเป็นไม้
พี่เลี้ยงให้ปลูกต้นกล้าลงข้างๆหรือใจกลางกอกล้วย  จากนั้นบำรุงตามปกติจนกระทั่งกล้าต้นนั้นแตกใบ
อ่อนแล้ว 2-5 ชุดจึงนำซาแลนหรือทางมะพร้าวออกก็ได้  ส่วนกอกล้วยจะคงไว้บางต้นเพื่อเอาราก
หรือนำออก (ฆ่า) ทั้งหมดก็ได้                 
    - งดใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้าเด็ดขาด แต่ใช้วิธีตัดแต่งเพื่ออาศัยวัชพืชหรือหญ้า
ช่วยรักษาความชื้นหน้าดิน                 

      ระยะปลูก               
    - ระยะปกติ  6 X 6 ม. หรือ  6 X 8 ม.               
    - ระยะชิด   4 X 4 ม. หรือ  4 X 3 ม.                 

      เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ                 
    - ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา (แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง
    - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง               
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง                 
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม  ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง               
      หมายเหตุ :               
    - การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่  ปลาสด  เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขต
ทรงพุ่ม 4-5 หลุม/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อ
เนื่องหลายๆปีจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน               
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตก
ใบอ่อน  ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่  การให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยและแพร่ระบาด
ของเชื้อราได้                 
    - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพ
ความสมบูรณ์สูง                 

      เตรียมต้น                 
      ตัดแต่งกิ่ง :               
    - ตัดแต่งเพื่อการแตกยอดใหม่ให้ตัดกิ่งกระโดง  กิ่งในทรงพุ่ม  กิ่งคดงอ  กิ่งชี้ลง  กิ่ง
ไขว้  กิ่งหางหนู  กิ่งเป็นโรค  กิ่งมุมแคบ  ทั้งนี้ภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไป
ถึงโคนต้นได้               
    - มะปราง-มะยงออกดอกติดผลจากปลายยอดของกิ่งที่เฉียงขึ้น 45 องศา ดังนั้นจึงควรตัดทิ้ง
กิ่งในทรงพุ่มทั้งหมดและเพื่อไม่ให้แตกยอดใหม่ป้องกันทรงพุ่มทึบเกินไปให้ตัดชิดลำกิ่งประธาน
    - ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ  นอกจากช่วยทำให้แสงแดด
ผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้วแสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี
และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย               
    - นิสัยมะปราง-มะยงมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง  ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-
เรียกใบอ่อนช่วงต้นหน้าฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่ดี
กว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น หมายความว่า หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้
บำรุงตามปกติต่อไปก่อน  จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง
      ตัดแต่งราก :                             
    - มะปราง-มะยงไม่ชอบการตัดแต่งราก แต่ถ้าต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการหา
อาหารดียิ่งขึ้นให้ใช้วิธีล่อรากขึ้นมาที่ผิวพื้นด้วยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
    - ต้นอายุหลายปีระบบรากเก่าและแก่มากให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1 ใน 4 ด้วย
การพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกรากใหม่
จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม
บันทึกการเข้า
Somchai_Kasettoday.
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1855

ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 06:06:32 PM »

 ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อมะปราง-มะยง


       1.เรียกใบอ่อน               
          ทางใบ :               
        - ให้น้ำ 100 ล.+ 25-5-5(400 กรัม) หรือ 46-0-0 (400 กรัม) สูตร
ใดสูตรหนึ่ง +ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ จิ๊บเบอเรลลิน 10 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซี
ซี. 1 ครั้งต่อการเรียกใบอ่อน 1 ชุด  ฉีดพ่นพอเปียกพื้น               
        - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
          ทางราก :               
        - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5
ม./เดือน
        - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               
          หมายเหตุ :               
        - เริ่มปฏิบัติทันทีหลังตัดแต่งกิ่งและตัดแต่งรากเสร็จ               
        - หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกใบอ่อนน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ให้
ฉีดพ่นซ้ำรอบสองด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกใบอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผล
เสียหลายอย่างตั้งแต่การเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่  การสะสมอาหารเพื่อการออก  การปรับ ซี/เอ็น
เรโช.  การเปิดตาดอก  ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น  และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็
กลายเป็นผลไม่พร้อมกันทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก.......แนวทาง
แก้ไข คือ ต้องบำรุงเรียกใบอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้
        - ใบอ่อนออกมาแล้วถ้าปล่อยตามธรรมชาติต้องใช้ระยะเวลา 30-45 วัน ถือว่าค่อน
ข้างนาน  กรณีนี้ควรให้สารอาหารเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่ 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน จะ
ช่วยให้ใบแก่เร็วขึ้น                 
        - มะปราง-มะยงต้องการใบอ่อน 3 ชุด โดยมีวิธีทำดังนี้               
          วิธีที่ 1. ถ้าต้นสมบูรณ์ดีมีการเตรียมดินและปรับปรุงบำรุงดินสม่ำเสมอต่อเนื่องมา
หลายๆปีแล้ว  หลังจากใบอ่อนชุดแรกเพสลาดแล้วให้เรียกใบอ่อนชุด 2 ต่อได้เลย  ใบชุด 2
นี้อาจจะออกไม่พร้อมกันทั้งต้นเหมือนชุดแรกแต่ก็จะออกห่างกันไม่เกิน 7-10 วัน และหลังจาก
ใบอ่อนชุด 2 เพสลาดก็ให้เรียกใบอ่อนชุด 3 ต่อได้เลยอีกเช่นกัน  การที่ใบอ่อนชุด 2 ออกไม่
พร้อมกันนั้นจะส่งผลให้ใบอ่อนชุด  3 ออกไม่พร้อมกันทั้งอีกด้วย  และสุดท้ายเมื่อใบอ่อนชุด
3 เพสลาดจึงเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามปกติ               
          วิธีที่ 2. หลังจากใบอ่อนชุดแรกแผ่กางแล้วเร่งให้เป็นใบแก่  ได้ใบแก่แล้วงดน้ำให้
ใบสลดจนใบแก่โคนกิ่งร่วง 1-2 ใบให้ลงมือเรียกใบอ่อนชุด  2 เมื่อใบอ่อนชุด 2 แผ่กางให้เร่งเป็น
ใบแก่  เมื่อใบชุด  2 เป็นใบแก่แล้วงดน้ำให้ใบสลดจนใบแก่โคนกิ่งร่วง 1-2 ใบก็ให้ลงมือเรียกใบ
อ่อนชุด  3 และสุดท้ายเมื่อใบอ่อนชุด 3  เพสลาดจึงเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามปกติ
               
         (วิธีที่ 1 ได้ผลดีกว่าวิธีที่ 2 เพราะต้นจะมีอาการโทรมน้อยกว่า....)
       

       2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่               
           ทางใบ  :               
         - ให้น้ำ 100 + 0-21-74 (400 กรัม) หรือ 0-39-39 (400 กรัม)
สูตรใดสูตรหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2 รอบ 
ห่างกันรอบละ 5-7 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ               
         - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
           ทางราก :               
         - ให้น้ำ  ทุก 2-3 วัน                 
           หมายเหตุ :               
         - เริ่มปฏิบัติเมื่อใบเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้               
         - วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อน
ชุดต่อไปได้เร็วขึ้น  กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงปากกัดปากดูด
         - สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มี(ฟอสฟอรัส.และโปแตสเซียม. นอกจาก
ช่วยเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้ว
         - ต้นที่สะสมความสมบูรณ์เต็มที่มานานหลายปีติดต่อกัน หลังจากใบอ่อนเริ่มแผ่กาง
แล้วสามารถข้ามขั้นตอนการบำรุงไปสู่ขั้นตอนเปิดตาดอกได้เลย ทั้งนี้ฟอสฟอรัส.กับโปแตสเซียม. ที่
เคยให้ไว้เมื่อช่วงบำรุงผลแก่รุ่นที่แล้วนอกจากช่วยเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ได้แล้วยังช่วยเปิดตาดอกได้อีก
ด้วย           

       3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก               
           ทางใบ  :                   
         - ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซี
ซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ทุก 5-7 วัน  ติดต่อกัน
2-3 รอบแล้วให้น้ำ 100 ล. + เอ็นเอเอ. 25 ซีซี. + ฮอร์โมนไข่  25 ซีซี. + สารสกัด
สมุนไพร 250 ซีซี. สลับ 1 รอบ ฉีดพ่นพอเปียกใบติดต่อกัน 1-2  เดือน จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์
เต็มที่
         - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               
         - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
           ทางราก :               
         - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5
ม./เดือน               
         - ให้น้ำ  ทุก 2-3 วัน               
           หมายเหตุ :               
         - เริ่มปฏิบัติเมื่อใบเพสลาด               
         - แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้
เวลาบำรุง 2 เดือน  โดยให้กลูโคสหรือนมสัตว์สดรอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุง  และให้รอบสอง
ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน.....นมสด ซี/เอ็น เรโช เท่ากับ 39 : 1     
         - ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น  ช่วงขั้นตอน
สะสมอาหารเพื่อการออกดอก  ถ้ามีการให้  “นมสัตว์สดหรือกลูโคส + 0-52-34 หรือ 0-42-
56 + สังกะสี”  ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ  ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุง
สะสมอาหารเพื่อการออกดอก  จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ  2  ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการ
อั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย
        - วัตถุประสงค์เพื่อให้ต้นได้สะสมสารอาหารทั้งกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล (ซี.) และ
กลุ่มสร้างใบ         
        - บำรุงต้นไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  จนกระทั่งเกิดอาการอั้นตาดอก  ไม่มี
การแตกใบอ่อนออกมาอีก ถ้าต้นแตกใบอ่อนออกมาใหม่ก็จะต้องย้อนกลับไปบำรุงที่ขั้นตอนเร่งใบ
อ่อนให้เป็นใบแก่อีกครั้งซึ่งทำให้เสียเวลา               
        - เพื่อให้ต้นได้มีการสะสมอาหารเพื่อการออดอกมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใส่มูลค้างคาว
100-200 กรัม/ต้นทรงพุ่ม 5 ม. ด้วยการละลายน้ำรดโคนต้นบริเวณชายพุ่มจะเป็นการดียิ่ง
ขึ้น........ใช้มูลค้างคาวด้วยความระมัดระวังเพราะในมูลค้างคาวมีสารอาหารในการสร้างเมล็ด
อาจมีผลกระทบช่วงบำรุงผลกลาง (หยุดเมล็ด-สร้างเนื้อ) ได้               
        - ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ให้ทบทวนความทรงจำ
เมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อม
กันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ต่อไปได้เลย  แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่ว
ทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอ
ให้ใบอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เร
โช.  ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง       

       4.ปรับ ซี/เอ็น เรโช               
          ทางใบ :               
        - ในรอบ 7 วัน  ให้น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + แคลเซียม
โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอ
เปียกใบ  ระวังอย่าให้ลงพื้น               
        - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
          ทางราก :               
          งดน้ำ  เปิดหน้าดินโคนต้น               
          หมายเหตุ :               
        - เริ่มปฏิบัติเมื่อสังเกตเห็นความสมบูรณ์ของต้นชัดเจน               
        - ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นกลูโคสหรือนมสัตว์สดเพิ่มอีก แต่
ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ  แนะนำให้ฉีดพ่นกลูโคสหรือนมสัตว์ทางใบอีก
ซ้ำอีก 1 รอบ  โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 30-45 วัน
        - อากาศเย็น 20-25 องศาเซลเซียส ติดต่อกันนาน 5-7 วัน  จะช่วยให้การปรับ
ซี/เอ็น เรโช. หรือส่งผลให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกดีขึ้น                 
        - วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณสารอาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล(ซี.)และ"ลด"
ปริมาณสารอาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น (เอ็น.)       

       5.เปิดตาดอก               
          ทางใบ :               
        - ให้น้ำ 100 ล.+ ฮอร์โมนไข่ 100 ซีซี.+ 0-52-34 (500 กรัม) + สา
หร่ายทะเล50 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  2-3 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีด
พ่นพอเปียกใบ               
        - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
          ทางราก :               
        - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น               
        - ให้น้ำพอหน้าดินชื้นหรือพอให้ต้นรู้สึกตัว                 
          หมายเหตุ :               
        - เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกทั่วทั้งต้นหรือทุกจุดที่สามารถออกดอกได้
        - ในฮอร์โมนไข่มี 0-52-34 แล้วส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมปกติ แต่เนื่องจากมะยง-
มะปรางต้องการธาตุอาหารตัวนี้ในอัตราเข้มข้นขึ้นในการเปิดตาดอก  จึงแนะนำให้ใส่เพิ่ม 500 กรัม
        - อาจจะพิจารณาใส่ 8-24-24  (100-200 กรัม)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.อีก 1
รอบก็ได้ด้วยการละลายน้ำรดโคนต้นพอหน้าดินชื้นเพื่อเสริมของเก่าที่ใส่เมื่อช่วงสะสมอาหารและช่วงที่
ปรับ ซี/เอ็น เรโช.
        - เริ่มลงมือเปิดตาดอกหลังจากต้นได้กระทบอากาศหนาว 20-25 องศา  5-7 วัน
ติดต่อกัน (ช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช) จะช่วยให้ออกดอกดีกว่าอุณหภูมิสูง                 
        - นิสัยมะปราง-มะยงจะออกดอกแบบทยอยออก 3 รุ่น ห่างกันรุ่นละ 10-15 วัน
หลังจากดอกรุ่นแรกออกมาแล้ว ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5- 7 วัน ด้วยสูตร
เดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ       

       6.บำรุงดอก               
          ทางใบ :               
        - ให้น้ำ 100 ล. + 15-45-15 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม  100
ซีซี. + เอ็นเอเอ. 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.    ฉีดพ่นพอเปียกใบ 1-2
รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน
        - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรช่วงค่ำ ทุก 2-3 วัน                   
          ทางราก :               
        - ให้ 8-24-24 (½ กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
        - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น                 
        - ให้น้ำพอหน้าดินชื้น                 
          หมายเหตุ :               
        - ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็น (ก้านดอกยาว 1-2 ซม.) หรือระยะดอกตูม
เห็นชัดแน่ว่าเป็นช่อดอก  บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ.รอบที่ 1.....เมื่อดอกบานเป็นสีดอกหมาก
ให้บำรุงรอบที่ 2  โดย เอ็นเอเอ.จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม การให้
ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.ต้องใช้ด้วยระมัดระวัง เพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้า
ให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล               
        - ให้ เอ็นเอเอ. 2 ซีซี.+ น้ำ 20 ล.(พีเอช 6.0) ช่วงที่ดอกบาน (สีดอก
หมาก)ได้ 1 ใน 4 ของดอกทั้งช่อ โดยการฉีดพ่นเป็นพื้นที่ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทรงพุ่มทั้งต้น
        - เทคนิคการฉีดพ่น  ไม่ควรฉีดพ่นใส่ตรงๆที่ช่อดอก  แต่ให้ฉีดพุ่งขึ้นเหนือยอดแล้ว
ให้ละอองน้ำตกลงมาที่ช่อดอกเอง  หรือฉีดพ่นด้านเหนือลม  ฉีดแบบโฉบผ่านแล้วปล่อยให้ลมพัด
ละอองน้ำเข้าสู่ทรงพุ่มเอง  กรณีนี้จะช่วยลดแรงกระแทกของเม็ดน้ำตอเกสรได้ดี....ข้อสังเกตุ 
สรีระของพืชส่วนที่รับสารอาหารทางใบ คือ ใบ ซึ่งมีคลอโรฟีลด์  เมื่อใบได้รับสารอาหารแล้วก็จะส่งไป
ยังดอกเองตามธรรมชาติ  ในขณะที่ดอกไม่มีคลอโรฟีลด์ จึงไม่สามารถรับสารอาหารได้
        - เปิดตาดอกด้วยไธโอยูเรีย.  อาจทำให้ใบแก่ไหม้แล้วร่วงได้  ต้องใช้ด้วยความ
ระมัดระวัง
          ประสบการณ์ตรง.....มะยง-มะปราง  ตอบสนองต่อ  0-52-34 ในฮอร์โมน
ไข่ดีมาก  หากต้นได้รับการ  "สะสมอาหารเพื่อการออกดอก"  อย่างเพียง  สามารถออกดอก
ก่อนฤดูกาลได้ 15 วัน - 1 เดือน
        - ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน.  1 รอบ  จะช่วยให้ดอก
สมบูรณ์ผสมติดดี               
        - ฉีดพ่นสารอาหารทางใบเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตาม
ความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก  ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก
หรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้               
        - บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น  “ฮอร์โมนน้ำดำ และ แคลเซียม โบรอน”  โดยให้เมื่อ
ดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก  ให้แบบเดี่ยวๆหรือผสมรวมไป
กับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้               
        - ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงจน
ถึงช่วงดอกบาน                 
        - ช่วงดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะ
เวลาบำรุงให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น  แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อน
มากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน   แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน
ในทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.....มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์อย่างแท้จริงอยู่
เสมอจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก
        - ช่วงออกดอกถ้าต้นได้รับน้ำมากเกินไป ดอกจะร่วงหรือต้นทิ้งดอก  จึงควรให้น้ำพอ
หน้าดินชื้นเท่านั้น  การที่จะรู้ว่าหน้าดินชื้นมากหรือน้อย  พิสูจน์ได้โดยการเปิดอินทรีย์วัตถุคลุมโคน
ต้นดูก็จะรู้ได้.....กรณีที่ใส่ 8-24-24 แล้วรดน้ำตามเพื่อละลายปุ๋ยนั้น  กว่าปุ๋ยจะละลายตาม
ต้องการได้  ปริมาณน้ำก็อาจจะมาเกเกินไปก็ได้  ดังนั้นจึงแนะนำให้ละลาย 8-24-24 ในน้ำให้
เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงนำน้ำละลายปุ๋ยแล้วไปรดที่โคนต้น วิธีนี้จะสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้

       
บันทึกการเข้า
Somchai_Kasettoday.
Administrator
Hero Member
*****

การ์ม่า: +2/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1855

ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 06:08:16 PM »

 ประสบการณ์ตรง :
        ธรรมชาติการออกดอกและบำรุงดอกมะปราง-มะยงชิด
        เมื่อต้นมีความสมบูรณ์ครบทุกมิติ   แม้จะเปิดตาดอกเพียงครั้งเดียว  แต่เขาสามารถ
ออกดอกได้ถึง 3 ชุด  ใน 1 รุ่น ของปีการผลิต  เมื่อดอกรุ่นแรกออกมาแล้ว  ราว  15-20
วัน ดอกรุ่น 2 จะออกมา  และหลังจากรุ่น 2 ออกมาแล้ว 15-20 วัน  ดอกรุ่น 3 ก็จะออกตาม
มาอีกเมื่อดอกรุ่น 1 ออกมาแล้วให้บำรุงด้วย  "สูตรบำรุงดอก" ตามปกติ  ระหว่างบำรุงดอกรุ่น 1
อยู่นี้จะมีดอกรุ่น 2 และรุ่น 3 ตามออกมา  ซึ่งดอกทั้งสองรุ่นหลังนี้เขาออกมาเองตามธรรมชาติจาก
ความสมบูรณ์พร้อมของต้นโดยไม่ต้องเปิดตาดอก  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ  สูตรปุ๋ยบำรุงดอกไม่ส่งผล
กระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการออกดอกรุ่นหลังนั่นเอง  นอกจากปุ๋ยสูตรบำรุงดอกรุ่น 1  จะไม่เป็น
อุปสรรคต่อการออกดอกของดอกรุ่นหลังๆแล้ว  ยังช่วยบำรุงดอกรุ่นหลังที่ออกตามมาได้อีกด้วย


         สรุป :
         ให้บำรุงดอกรุ่น 1 ด้วย "สูตรบำรุงดอก" ต่อไปแม้จะมีดอกรุ่น 2 และ 3 ออกตาม
มา.....บำรุงจนกระทั่งดอกรุ่นสุดท้ายพัฒนาเป็นผล  หรือกลีบดอกเริ่มร่วง



         จากดอก สู่ผลเล็ก  ถึงผลใหญ่
         หลักธรรมชาติสรีระวิทยาของไม้ผล  ระบุว่า เมล็ด คือ ผู้สร้างผล โดยใช้ธาตุโปแตส
เซียม.เป็นหลัก ตามสมทบด้วย  แคลเซียม โบรอน.  เอ็นเอเอ.  และอื่นๆอีกเล็กน้อย หรือตาม
ความจำเป็นธาตุหลักของสูตรบำรุงดอก คือ 15-45-15 ซึ่งมีตัวกลางสูง  มีประสิทธิภาพโดย
ตรงต่อพัฒนาการของดอกและเมล็ด  ระหว่างที่บำรุงดอกรุ่น 2  เท่ากับได้โอกาสบำรุงเมล็ด
ของรุ่น 1 ไปในตัว  เมื่อดอกรุ่น 2 เริ่มติดเป็นผล ซึ่งผลจากดอกรุ่น 1 ยังเป็นผลเล็กอยู่  แล้ว
มีดอกรุ่น 3  ออกมา  ก็ยังคงบำรุงด้วยสูตรเดิมต่อไปอีก  ซึ่งเท่ากับได้บำรุงเมล็ดของผลจาก
ดอกรุ่น 1 และ 2  กับบำรุงดอกรุ่น 3  แม้ว่าดอกรุ่น 3 จะผสมติดและพัฒนาเป็นผลแล้ว  ผลที่
เกิดจากดอกรุ่น 1 และ 2  ยังคงเป็นผลเล็กอยู่.....จังหวะนี้ให้สังเกตุด้วยการ  "สุ่ม"  เด็ดผล
จากดอกรุ่น 1 กับผลจากดอกรุ่น 2 มาผ่าพิสูจน์  ถ้าเห็นว่า  เมล็ดเริ่มเข้าไคลแล้ว  แต่ผลที่
เกิดจากดอกรุ่น 3 ยังพัฒนาไม่เต็มที่  อาจต้องยอมทิ้งผลจากดอกรุ่น 3 (ปกติจะมีจำนวนไม่
มากนัก) แล้วเปลี่ยนสูตรบำรุงไปสู่ "สูตรขยายขนาดผล" หรือ 21-7-14  +ไคโตซาน  +
แคลเซียม โบรอน +สาหร่ายทะเล  และ  + ฯลฯ   ทั้งทั้งรากและทางใบ


         สรุป:
         ปุ๋ยทางใบ 15-45-15 (1 : 3 : 1)  สำหรับบำรุง  ดอก และ ผลเล็ก 
                       

       7.บำรุงผลเล็ก                                 
          ทางใบ :               
        - ให้น้ำ 100 ล. + 15-45-15 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + แคล
เซียม โบรอน 100 ซีซี. + ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  ฉีดพ่นพอ
เปียกใบ
        - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
          ทางราก :               
        - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
        - นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นพร้อมกับเสริมยิบซั่มธรรมชาติ อัตรา 1 ใน 10
ส่วนของครั้งที่ใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
        - ให้น้ำแบบค่อยๆเพิ่มปริมาณน้ำทีละน้อยๆของการให้น้ำ 3-4 รอบเพื่อให้ต้นรู้ตัว
           หมายเหตุ :               
        - เริ่มบำรุงเมื่อผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว หรือหลังกลีบดอกร่วง                 
        - ช่วงผลเล็กเริ่มโชว์รูปทรงผลแล้วให้  “น้ำ 100 ล. + จิ๊บเบอเรลลิน 10 กรัม”   ฉีด
พ่น 1 รอบพอเปียกใบจะช่วยบำรุงผลไม่ให้เกิดอาการผลแตกผลร่วงตลอดอายุผลได้ดี
        - เทคนิคบำรุงด้วย P. สูง  วัตถุประสงค์เพื่ออาศัย P. ไปสร้างเมล็ดก่อน  โดยธรรม
ชาติของพืชนั้น เมล็ดคือตัวสร้างเนื้อ จึงต้องบำรุงเมล็ดก่อน จากนั้นจึงบำรุงด้วยสูตร P. ต่ำ
เพื่อ  "หยุดเมล็ด-สร้างเนื้อ"  ต่อไปในช่วงผลขนาดกลาง     

       8.บำรุงผลกลาง               
          ทางใบ :               
        - ให้น้ำ 100 ล.+ 21-7-14 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม (100 ซีซี.) + ไค
โตซาน 100 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.   ทุก 7-
10 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ               
          ทางราก :               
        - ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 21-7-14 (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./
เดือน                       
        - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน                 
          หมายเหตุ :               
        - เริ่มบำรุงเมื่อเปลือกหุ้มเมล็ดเริ่มแข็ง (เข้าไคล)               
        - วัตถุประสงค์เพื่อขยายขนาดผลและลดขนาดเมล็ด (หยุดเมล็ด-สร้างเนื้อ)
        - มะปราง-มะยงตอบสนองต่อฮอร์โมนดีมากจึงควรให้ทางใบด้วยฮอร์โมนสมส่วน +
ธาตุรอง/ธาตุเสริม 2-3 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่
และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม               
        - ถ้าต้นติดผลดกมากควรให้ ฮอร์โมนน้ำดำ.กับ แคลเซียม โบรอน. 1-2 รอบ โดยแบ่ง
ให้ตลอดระยะผลกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากรับภาระเลี้ยงผลมาก       

         9. บำรุงผลแก่               
           ทางใบ :               
         - ให้น้ำ 100 ล. + 0-0-50 (400 กรัม) หรือ  0-21-74  (400 กรัม) สูตรใดสูตร
หนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  1-2 รอบ  ห่างกันรอบ
ละ 5-7 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ               
         - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
           ทางราก :               
         - ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24  สูตรใดสูตรหนึ่ง (½-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
         - ให้น้ำเพื่อละลายปุ๋ยแล้วงดน้ำเด็ดขาด               
           หมายเหตุ :               
         - เริ่มให้ก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน 1-2 รอบห่างกันรอบละ 5-7 วัน               
         - การให้ 13-13-21 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลรุ่นเดียวกันทั้งต้น  แต่หลังจากเก็บเกี่ยว
ผลผลิตแล้วต้นมักโทรมจึงต้องเร่งบำรุงฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้น (เรียกใบอ่อน) กลับคืนมา
โดยเร็วแล้วจึงเข้าสู่วงรอบการบำรุงใหม่                 
         - การให้ 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นในต้นเดียวกันซึ่งนอกจากหลังจาก
เก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมดต้นแล้วต้นไม่โทรม  ช่วยบำรุงผลรุ่นหลังต่อและทำให้ต้นมีความ
สมบูรณ์พร้อมสำหรับให้ผลผลิตรุ่นปีต่อไปอีกด้วย
         - มะปราง-มะยง ที่ได้รับ  "ธาตุรอง/ธาตุเสริม"  อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ขั้นตอนแรกจน
ถึงช่วงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว คุณภาพผลผลิตจะดีมากโดยไม่ต้องบำรุงด้วยสูตร "บำรุงผลแก่ก่อน
เก็บเกี่ยว"  ทั้งทางรากและทางใบ  โดยคุณภาพผลเนื้อแน่น รสหวานจัด  สีดี  กลิ่นดี  เปลือก
และเนื้อส่วนติดเปลือกกรอบ



           ข้อมูลจาก.......เกษตรลุงคิมดอทคอม
บันทึกการเข้า
cyclone
Jr. Member
**

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68

ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2011, 06:52:38 PM »

ขอบคุณ สำหรับข้อมูลดีๆครับ ;)
บันทึกการเข้า
modkeaw
Newbie
*

การ์ม่า: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3

ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 26, 2011, 10:06:20 PM »

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล ;D
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
 


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 2.0 RC1.2 | SMF © 2006–2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.316 วินาที กับ 19 คำสั่ง